Untitled Document
เรื่อง
รูปแบบการปกครองของราชอาณาจักรไทย
โดย
ครูน้ำฝน



รูปแบบการปกครองของราชอาณาจักรไทย


สมัยสุโขทัย

สมัยสุโขทัย ( พ.ศ. 1792 - พ.ศ. 1981 )
ระบอบการปกครองของสุโขทัยเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทั้งนี้เพราะ อำนาจสูงสุดในการปกครองรวมอยู่ที่พ่อขุนพระองค์เดียว โดยพ่อขุนไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อประชาชน การจำลองลักษณะครอบครัวมาใช้ในการปกครอง ทำให้ลักษณะการใช้อำนาจของพ่อขุนเกือบทุกพระองค์ เป็นการให้ความเมตตาและให้เสรีภาพแก่ราษฎรตามสมควร

ลักษณะทางการเมืองการปกครอง
สมัยสุโขทัยเป็นการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ พ่อขุนแห่งกรุงสุโขทัยทรงเป็นประมุข และทรงปกครองประชาชนในลักษณะ "บิดาปกครองบุตร" คือ ถือพระองค์เป็นพ่อที่ให้สิทธิและเสรีภาพและใกล้ชิดกับราษฎร มีหน้าที่ให้ความคุ้มครองป้องกันภัยและส่งเสริมความสุขให้ราษฎร ราษฎรในฐานะบุตรก็มีหน้าที่ให้ความเคารพเชื่อฟังพ่อขุน ปรากฏว่าพ่อขุนกับประชาชน ในลักษณะการปกครองแบบบิดาปกครองบุตร

 

ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน กล่าวคือ ราษฎรในสมัยสุโขทัยมีสิทธิถวายฎีกา หรือร้องทุกข์โดยตรงต่อพ่อขุน เช่น ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้มีกระดิ่งแขวนไว้ที่ประตูวัง ถ้าราษฎรต้องการถวายฎีกาก็ไปสั่นกระดิ่ง พระองค์ก็จะเสด็จออกมาทรงชำระความให้ ส่วนการจัดการปกครองอาณาจักรสุโขทัยมีกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี หรือเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางการปกครอง อำนาจการวินิจฉัยสั่งการอยู่ที่เมืองหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ทำการของรัฐบาล และเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์

พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ทรงดำเนินการปกครองประเทศด้วยพระองค์เอง โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นผู้ช่วยเหลือในการปกครองต่างพระเนตรพระกรรณ และรับผิดชอบโดยตรงต่อพระองค์

อาณาจักรสุโขทัยได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ได้รวบรวมหัวเมืองใหญ่น้อยเข้าไว้ในปกครองมากมาย ยากที่จะปกครองหัวเมืองต่าง ๆ ด้วยพระองค์เองได้อย่างทั่วถึง การปกครองเมืองต่าง ๆ ในสมัยนั้นอาจจำแนกออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

1) การปกครองส่วนกลาง
ส่วนกลาง ได้แก่ เมืองหลวงและเมืองลูกหลวง
เมืองหลวง คือ สุโขทัยนั้นอยู่ในความปกครองของพระมหากษัตริย์โดยตรง
เมืองลูกหลวง เป็นเมืองหน้าด่านที่อยู่รายล้อมเมืองหลวง 4 ทิศ เมืองเหล่านี้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งให้พระราชโอรสไป ปกครอง ได้แก่
(1) ทิศเหนือ เมืองศรีสัชนาลัย (สวรรคโลก)
(2) ทิศตะวันออก เมืองสองแคว (พิษณุโลก)
(3) ทิศใต้ เมืองสระหลวง (พิจิตร)
(4) ทิศตะวันตก เมืองกำแพงเพชร (ชากังราว)
ในสมัยสุโขทัยเรียกเมืองหลวงและเมืองลูกหลวงรวมกันว่า ราชธานี การจัดการปกครองนั้น ตามหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง เรียกผู้ช่วยเหลือพ่อขุนในการปกครองส่วนกลางว่า "ลูกขุน" ลูกขุนแต่ละคนมีไพร่อยู่ในสังกัดเป็นจำนวนมาก หากพ่อขุนมีพระบรมราชโองการอย่างไร ลูกขุนต้องเกณฑ์ไพร่พลของตนให้ดำเนินการ ทั้งในด้านป้องกันประเทศ และการเกณฑ์แรงงานเพื่อสร้างวัดวาอาราม

การปกครองเมืองลูกหลวงก็มีลักษณะเดียวกัน ราชโอรสที่ไปปกครองเมืองเหล่านั้นเรียกว่า "ขุน" และมี "ลูกขุน" เป็นผู้คอยช่วยเหลือในการปกครองเช่นเดียวกัน

2) การปกครองหัวเมือง
หัวเมือง หมายถึง เมืองที่อยู่นอกอาณาเขตเมืองลูกหลวง มี 2 ลักษณะ คือ
(1) หัวเมืองชั้นนอก
หัวเมืองชั้นนอกเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลกรุงสุโขทัย หรืออยู่รอบนอกของเมืองหลวง บางเมืองมีเจ้าเมืองเดิม หรือเชื้อสายของเจ้าเมืองเดิมปกครองบางเมือง พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยทรงแต่งตั้งเชื้อพระวงศ์ หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ไว้วางพระราชหฤทัยไปปกครอง บางครั้งเรียกหัวเมืองชั้นนอกว่า เมืองท้าวพระยามหานคร

เมืองท้าวพระยามหานครเหล่านี้ อาจมีเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงเป็นเมืองบริวารมากบ้างน้อยบ้าง หากสุโขทัยมีข้าศึกก็อาจเกณฑ์ราษฎรจากเมืองดังกล่าวนี้มาช่วยรบด้วย หัวเมืองชั้นนอกหรือเมืองท้าวพระยามหานครในสมัยสุโขทัย เช่น เมืองราชบุรี เมืองตะนาวศรี เมืองแพร่ เมืองหล่มสัก เมืองเพชรบูรณ์ เมืองศรีเทพ เมืองกุยบุรี เมืองชุมพร เมืองแพรก (สรรคบุรี) เมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี) เป็นต้น
(2) หัวเมืองประเทศราช
หัวเมืองประเทศราชเป็นเมืองภายนอกพระราชอาณาจักร เมืองเหล่านี้มีกษัตริย์ของตนเองปกครอง แต่ยอมรับในอำนาจของกรุงสุโขทัย พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยเป็นเพียงเจ้าคุ้มครอง โดยหัวเมืองเหล่านี้จะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวาย และส่งทหารมาช่วยรบเมื่อทางกรุงสุโขทัยมีคำสั่งไปร้องขอ ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง กรุงสุโขทัยมีหัวเมืองประเทศราชมาก เช่น เมืองเซ่า น่าน เวียงจันทน์ นครศรีธรรมราช ยะโฮร์ หงสาวดี เป็นต้น

ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง เมื่อ พ.ศ.1826 ได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น โดยใช้อักษรมอญและอักษรขอม รวมทั้งอักษรไทยเก่าแก่บางอย่างเป็นตัวอย่าง ทำให้ชาติไทยมีอักษรไทยใช้เป็นวัฒนธรรมของเราเอง จากศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ทำให้ทราบว่าไทยเรามีระบบกฎหมายมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ทั้งกฎหมายมรดก กฎหมายภาษี กฎหมายค้าขาย และกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สิน

สมัยสุโขทัย นอกจากจะมีสัมพันธ์อันดีกับไทยอิสระทางเหนือ ยังได้มีการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ เช่น จีน มอญ มลายู ลังกา ตลอดจนอินเดีย เป็นสมัยที่เริ่มมีชาวต่างประเทศเข้ามาประกอบการต่าง ๆ เช่น ชาวจีนเข้ามาทำเครื่องสังคโลก และเป็นสมัยที่มีการสนับสนุนการค้าโดยไม่เก็บภาษีศุลกากร หรือ "จกอบ" เพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ พ่อขุนรามคำแหงยังทรงศรัทธาในหลักปฏิบัติ ที่เคร่งครัดของพระภิกษุในพระพุทธศาสนานิกายหินยาน ที่มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในประเทศลังกา โดยได้ทรงนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ลัทธิลังกาวงศ์ มาประจำที่กรุงสุโขทัยเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาลัทธิใหม่ และในเวลาไม่นาน พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ก็มีความเจริญในสุโขทัย ประชาชนพากันยอมรับนับถือและกลายมาเป็นศาสนาประจำชาติไทยในที่สุด

การนำพระพุทธศาสนาเข้ามา และพ่อขุนรามคำแหงได้ทรงทำตัวอย่างให้ประชาชน เห็นถึงความเคารพของพระองค์ที่มีต่อพระภิกษุและหลักธรรม ทำให้ศาสนากลายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ก่อให้เกิดศีลธรรมจรรยาและระเบียบวินัยแก่ประชาชน ทำให้มีความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง เพราะทั้งพ่อขุนและประชาชนมีหลักยึดและปฏิบัติในทางธรรม พระมหาธรรมราชาลิไทย พ่อขุนของสุโขทัยในสมัยต่อมา ได้ทรงนิพนธ์หนังสือไทยเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ชื่อ "ไตรภูมิพระร่วง" และในหนังสือเรื่องนี้เอง ได้แถลงถึง "ทศพิธราชธรรม" อันเป็นหลักของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่นั้นมา

อาณาจักรสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ต่อมาก็ค่อย ๆ เสื่อมอำนาจ โดยบรรดาหัวเมืองประเทศราชต่าง ๆ เริ่มแยกตัวเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวเมืองเผ่าไทยทางใต้ คือ กรุงศรีอยุธยา ได้แผ่อำนาจเข้ามามีอิทธิพลเหนือกรุงสุโขทัย ในที่สุด อาณาจักรไทยยุคสุโขทัยก็ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของกรุงศรีอยุธยา


สมัยอยุธยาตอนต้น

สมัยอยุธยา ( พ.ศ. 1893 - พ.ศ. 2310 )
การปกครองในสมัยอยุธยาเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจอธิปไตยอยู่ที่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว เหมือนกับสมัยสุโขทัย แต่ต่อมา แนวความคิดในการปกครองได้เปลี่ยนแปลงไป

ลักษณะทางการเมืองการปกครอง
สมัยอาณาจักรอยุธยาตอนต้น มีการปกครองแบบเดียวกับสุโขทัย แต่หลังจากที่ไทยสามารถตีนครธมของขอมได้ใน พ.ศ.1974 และกวาดต้อนขุนนางและประชาชนชาวขอม ที่เคยอยู่ภายใต้อำนาจของอินเดียเข้ามาในอยุธยาเป็นจำนวนมาก ขุนนางและประชาชนเหล่านี้ ได้เอาแนวความคิดในการปกครองของเขมร ที่ได้รับอิทธิพลส่วนหนึ่งจากลัทธิพราหมณ์มาใช้ในกรุงศรีอยุธยา คือ แบบเทวราชา หรือ เทวสิทธิ ทำให้แนวความคิดเกี่ยวกับ เรื่องเทวราชาเข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยมากขึ้น และทำให้สถาบันการปกครองของไทยเปลี่ยนแปลงไป

จากการปกครองแบบ "พ่อ" กับ "ลูก" ในสมัยสุโขทัย มาเป็นการปกครองแบบ "นาย" กับ "บ่าว" ทั้งนี้เพราะการปกครองแบบเทวสิทธิ์ถือว่า พระมหากษัตริย์เป็นเสมือนเจ้าชีวิต เป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาด สามารถกำหนดชะตาชีวิตของผู้อยู่ใต้การปกครองได้ และถือว่าอำนาจในการปกครองนั้น พระมหากษัตริย์ทรงได้รับจากสวรรค์ เป็นเทวโองการ การกระทำของพระมหากษัตริย์ถือว่าเป็นความต้องการของพระเจ้า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเสมือนเทพเจ้าองค์หนึ่ง หรือ สมมติเทพ เป็น นายของประชาชน และประชาชนเป็นบ่าว ของพระมหากษัตริย์ที่จะขัดขืนมิได้เด็ดขาด พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าชีวิตของประชาชนทุกคน สถาบันกษัตริย์ในสมัยอยุธยาจึงห่างเหินจากประชาชนเป็นอันมาก ซึ่งอาจเรียกการปกครองแบบนี้ว่า "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์" คือ พระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์แต่ผู้เดียว

การปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยามีเป้าหมายเช่นเดียวกับสมัยสุโขทัย คือ ป้องกันการรุกรานของศัตรู รักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม และขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวาง

สำหรับเรื่องการปกครองนั้น เนื่องจากสมัยอยุธยามีระยะเวลายาวนาน และมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหลักเกณฑ์การปกครองบ้าง ไม่ได้ใช้รูปแบบเดียวตลอดสมัย จึงอาจแบ่งออกได้เป็น 2 สมัย คือ สมัยอยุธยาตอนต้น ระหว่าง พ.ศ.1893 - พ.ศ. 1991 และสมัยอยุธยาตอนปลาย พ.ศ.1991 - พ.ศ. 2310

สมัยอยุธยาตอนต้น ( พ.ศ.1893 - พ.ศ. 1991 )
การปกครองของไทยสมัยอยุธยาตอนตัน คือ ตั้งแต่ พ.ศ.1893 รัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) ผู้สถาปนาอาณาจักรอยุธยา จนกระทั่งถึงสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ใน พ.ศ.1991

การจัดระเบียบการปกครองในสมัยอยุธยาตอนต้น จำแนกออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ การปกครองส่วนกลาง และการปกครองหัวเมือง
1) การปกครองส่วนกลาง
พระเจ้าอู่ทองได้ทรงจัดระเบียบการปกครองส่วนกลางเป็นแบบจตุสดมภ์ตามแบบขอม มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้อำนวยการปกครองสูงสุด และมีเสนาบดี 4 คน คือ ขุนเมือง (เวียง) ขุนวัง ขุนคลัง และขุนนา เป็นผู้ช่วยดำเนินการเกี่ยวกับกิจการทั้ง 4 คือ
(1) เมือง (เวียง) รับผิดชอบด้านรักษาความสงบและปราบปรามโจรผู้ร้าย
(2) วัง รับผิดชอบเกี่ยวกับราชสำนัก การยุติธรรม และตัดสินคดีความต่าง ๆ
(3) คลัง รับผิดชอบงานด้านคลังมหาสมบัติ การค้า และภาษีต่าง ๆ
(4) นา รับผิดชอบเกี่ยวกับการเกษตร
โดยให้ กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และเป็นศูนย์กลางการปกครอง

2) การปกครองหัวเมือง
สมัยอยุธยาตอนต้นได้แบ่งการปกครองหัวเมือง ออกเป็นหัวเมือง 3 ประเภท คือ
(1) หัวเมืองชั้นใน
หัวเมืองชั้นในประกอบด้วยเมืองหน้าด่านชั้นในสำหรับป้องกันในราชธานี 4 ทิศ คือ ลพบุรี นครนายก พระประแดง และสุพรรณบุรี รวมทั้งหัวเมืองชั้นในเรียงรายตามระยะทางคมนาคม สามารถติดต่อกับราชธานีได้ภายใน 2 วัน เช่น นครพนม สิงห์บุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี เพชรบุรี ราชบุรี เป็นต้น
(2) หัวเมืองชั้นนอก
หัวเมืองชั้นนอกหรือเมืองพระยามหานคร ได้แก่ เมืองซึ่งอยู่นอกเขตหัวเมืองชั้นใน และอยู่ไกลออกไปตามทิศต่าง ๆ ได้แก่ ทิศตะวันออก เช่น โคราช จันทบุรี ทิศใต้ เช่น ไชยา นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ถลาง ทิศตะวันตก เช่น ตะนาวศรี ทวาย และเชียงกราน เมืองเหล่านี้บางเมืองในสมัยสุโขทัย จัดเป็นเมืองประเทศราช แต่ในสมัยอยุธยาได้เปลี่ยนสภาพมาเป็นหัวเมืองชั้นนอก
(3) หัวเมืองประเทศราช
หัวเมืองประเทศราช ได้แก่ เมืองมะละกา ยะโฮร์ ทางแหลมมลายู และกัมพูชาด้านตะวันออก

การปกครองส่วนภูมิภาคนอกจากจัดเป็นหัวเมืองต่าง ๆ แล้ว ยังมีการจัดระเบียบการปกครองท้องที่ในหัวเมืองชั้นในอีก โดยแบ่งออกเป็นแขวง แขวงแบ่งออกเป็นตำบล และตำบลแบ่งออกเป็นหมู่บ้าน โดยมีผู้ปกครองตามระดับ คือ หมื่น เป็นบรรดาศักดิ์ของหัวหน้าผู้ปกครองระดับแขวง และพันเป็นบรรดาศักดิ์ของหัวหน้าผู้ปกครองระดับตำบลและหมู่บ้าน

ประชาชนในสมัยอยุธยาตอนต้นมีฐานะเป็นไพร่ ทำหน้าที่ทั้งทางทหาร และหน้าที่ทางพลเรือนพร้อมกันไป เพราะว่าการปกครองในสมัยนั้นยังไม่ใช้ทฤษฎีการแบ่งงาน ประชาชนเป็นไพร่ได้รับที่ดินตามที่ตนและครอบครัวจะทำการเพาะปลูกได้ เมื่อมีผลผลิตเกิดขึ้น ไพร่จะต้องมอบส่วนหนึ่งให้กับขุนวัง หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลที่ดินนั้น ไพร่จะต้องสละเวลาส่วนหนึ่งไปรับใช้ผู้ที่ยอมให้ตนอยู่ในที่ดินของเขา ขุนนางจะเป็นผู้ควบคุมไพร่โดยตรง และมีหน้าที่ระดมกำลังยามศึกสงคราม หรือเกณฑ์แรงงานไปช่วยทำงานสาธารณประโยชน์ ซึ่งเท่ากับว่าประชาชนหรือไพร่ทุกคนต้องรับใช้พระมหากษัตริย์ หรือไพร่มีฐานะเป็นทหารทุกคน

ลักษณะทางเศรษฐกิจช่วงแรก (พ.ศ. 1893 - พ.ศ. 2034)

(1) เกษตรกรรม
เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาและหัวเมืองต่างๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงโดยรอบตั้งอยู่บนแม่น้ำสำคัญหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง ทำให้เขตราชธานีและอาณาบริเวณโดยรอบมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น การทำนา การปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น การปกครองหัวเมืองต่างๆ โดยใช้ระบบจตุสดมภ์ ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) จึงเหมาะสม เพราะเสนาบดีกรมนา (เกษตราธิการ) มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับการทำนาและการเพาะปลูกต่างๆ รวมทั้งการออกโฉนดที่ดินให้กับประชาชนทั่วไปหักร้างถางพงบริเวณที่ดินที่ตนต้องการ โดยเสนาบดีจะดูแลการจัดเก็บภาษีหางข้าวจากประชาชนที่ทำนา เพื่อสะสมรวบรวมไว้เป็นเสบียงหลวงสำหรับใช้ในราชการแผ่นดินต่อไป

สำหรับที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญเกี่ยวกับการผลิตทางด้านการเกษตรนั้น ในกฎหมายที่ตราขึ้นใช้ในสมัยอยุธยา ได้ระบุไว้ว่า เมื่อผู้ใดหักร้างถางพงเป็นไร่นาแล้ว ก็ให้ไปแจ้งแก่เจ้าหน้าที่เพื่อจะได้ไปตรวจดูและออกใบโฉนดให้กับผู้นั้นเป็นหลักฐาน สิ่งสำคัญก็คือประมุขสูงสุดของอาณาจักร คือ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินทั้งหมด จะทรงพระราชทานให้กับผู้ใดก็ได้

สำหรับแรงงานนั้น ได้มีการออกกฎหมายให้ชายฉกรรจ์ทุกคนซึ่งเป็นแรงงานสำคัญ จะต้องไปขึ้นทะเบียนสังกัดมูลนาย เพื่อสะดวกในการเกณฑ์แรงงานของทางราชการแผ่นดินในโอกาสต่อไป แรงงานชายฉกรรจ์เหล่านี้ ถ้าไม่ต้องไปสละแรงงานให้กับทางราชการ ก็สามารถดำเนินการประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรมและด้านอื่นๆ ของตนได้ แรงงานไพร่นับว่ามีปริมาณมากกว่าแรงงานประเภทอื่น รองลงมาก็คือ แรงงานทาส

ผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญ คือ ข้าว นอกจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยตรงแล้ว ยังมีคนไทยบางพวกบางกลุ่มประกอบอาชีพในการหาของป่า เช่น ไม้ฝาง นอแรด งาช้าง หนังสัตว์ ครั่ง ยางสน กฤษณา น้ำมันสน เป็นต้น ผลิตผลที่ได้จากป่าเหล่านี้ เป็นที่ต้องการของชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อค้าขายในกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างยิ่ง ในบางแห่งผลผลิตที่นำมาถวายจัดว่าเป็นเครื่องราชบรรณาการได้

(2) การค้ากับต่างประเทศ
ลักษณะทางเศรษฐกิจในสมัยอยุธยาตอนต้นขึ้นอยู่กับการค้ากับต่างประเทศมิใช่น้อย ถึงแม้ว่าในขณะนั้น (พ.ศ. 1893 - พ.ศ. 2054) เป็นสมัยที่อยุธยายังมิได้ติดต่อกับประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตก การค้าขายกับต่างประเทศจะเป็นการค้าสำเภาทั้งหมด ซึ่งดำเนินการโดยพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ และขุนนาง พ่อค้าประชาชนในอยุธยาไม่มีความสามารถจะค้าขายโดยเรือสำเภาด้วยตนเองได้ จะมีแต่พ่อค้าจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าสำเภาโดยเฉพาะ

ประชาชนที่มีสินค้าจะฝากไปขายต่างเมืองทางเรือสำเภา จะต้องหา "ผู้เฒ่าผู้แก่" หรือผู้อาวุโสที่น่าเชื่อถือ หรือเพื่อนฝูงมาเป็นพยานในเรื่องการคิดราคาสินค้าที่จะฝากไปกับสำเภา ในสมัยอยุธยาตอนต้นการค้าสำเภาเจริญรุ่งเรืองพอสมควร เพราะมีการเอ่ยถึงการค้าสำเภาไว้ในกฎหมายอยุธยาลักษณะต่างๆ

การค้าขายกับจีน นอกจากจะส่งสินค้าไปขายโดยตรงแล้ว ยังมีการค้าในระบบบรรณาการ คือ การจัดคณะทูตอัญเชิญพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีน เพื่อแสดงความอ่อนน้อม จักรพรรดิจีนก็จะมอบของตอบแทนกลับมาเกือบ 2 เท่าของราคาสิ่งของที่นำไปถวาย และทางจีนจะอนุญาตให้ซื้อขายสินค้าได้โดยไม่ต้องเสียภาษีอากรแต่อย่างใด พ่อค้าจึงนิยมค้ากับพ่อค้าจีนในระบบบรรณาการ เพราะได้ประโยชน์และได้รับความสะดวกความปลอดภัยด้วย

เกี่ยวกับการค้ากับต่างประเทศในสมัยอยุธยาตอนต้น ปรากฏว่าได้มีการวางระเบียบราชการที่เกี่ยวข้องกับการค้าต่างประเทศ มาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991 - พ.ศ. 2031) ในกฎหมายพระไอยการ ตำแหน่งพลเรือนได้วางศักดินาชาวเรือสำเภาที่มีหน้าที่ต่างๆ ไว้ในกรมท่าซ้าย นอกจากนี้ ยังมีศักดินาของข้าราชการซึ่งได้ว่าราชการเกี่ยวกับการค้าขายต่างประเทศอีกด้วย

ลักษณะทางสังคม

ในสมัยอยุธยา อาจกล่าวได้ว่าเป็นสังคมศักดินา เพราะในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991 - พ.ศ.2031) พระองค์ได้ทรงตราพระราชกำหนดศักดินาขึ้นมาใช้อย่างเป็นทางการใน พ.ศ.1997 กำหนดให้บุคคลทุกประเภทในสังคมไทยมีศักดินาด้วยกันทั้งสิ้น นับตั้งแต่พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางผู้ใหญ่ ลงไปถึงบรรดาไพร่ ทาส และพระสงฆ์ ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งมิได้ระบุศักดินาเอาไว้ เพราะทรงเป็นเจ้าของศักดินาทั้งปวงนั่นเอง

คำว่า "ศักดินา" หมายถึง การถือเอาศักดิ์ของคนเป็นเกณฑ์แต่อย่างเดียว ทุกคนมีข้อกำหนดศักดินาตามแต่ละบุคคล โดยถือเป็นเครื่องกำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคลในสังคม แต่มิได้หมายความว่าศักดินาจะเป็นข้อกำหนดตายตัวเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน ใครมีศักดินาสูงก็ต้องมีสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบสูง ใครมีศักดินาต่ำก็มีสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบต่ำลดหลั่นกันไปตามลำดับ หน่วยที่ใช้ในการกำหนดศักดินา ใช้จำนวนไร่เป็นเกณฑ์

ระบบศักดินาจะอำนวยประโยชน์ในการควบคุมบังคับบัญชาผู้คนตามลำดับชั้นของศักดินา และการมอบหมายให้คนมีหน้าที่รับผิดชอบที่กำหนดไว้ด้วย เมื่อบุคคลทำผิดต่อกันก็สามารถใช้เป็นหลักในการปรับไหมได้ เช่น ผู้ใหญ่ทำผิดต่อผู้น้อยก็ปรับไหมตามศักดินาของผู้ใหญ่ ถ้าผู้น้อยทำผิดต่อผู้ใหญ่ก็ปรับผู้น้อยตามศักดินาของผู้ใหญ่ เป็นต้น ซึ่งพอจะเป็นหลักการในการป้องกันมิให้ผู้ใหญ่รังแกผู้น้อย และมิให้ผู้น้อยละเมิดผู้ใหญ่เช่นกัน

ในสมัยอยุธยา สังคมไทยประกอบด้วยบุคคลประเภทต่าง ๆ ที่สามารถจำแนกออกได้ตามสิทธิ หน้าที่ และศักดิ์ของบุคคลในสังคมดังนี้

1) พระมหากษัตริย์
พระมหากษัตริย์ คือ ประมุขสูงสุดของราชอาณาจักร ทรงได้รับการยกย่องเป็นสมมติเทพ เช่น เป็นพระนารายณ์อวตารบ้าง เป็นประดุจดังพระศิวะบ้าง ซึ่งล้วนแต่เป็นพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ทั้งสิ้น ดังนั้น พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นศูนย์รวมแห่งอำนาจทั้งหลายทั้งปวงในแผ่นดิน ความเป็นสมมติเทพของพระมหากษัตริย์นี้ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์ ซึ่งสันนิษฐานว่าไทยรับเอามาจากเขมรอีกต่อหนึ่ง หากผู้ใดขัดขืนพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ จะต้องมีความผิดอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับการละเมิดอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า

เราจะพบว่า ภายหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ได้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีใน พ.ศ.1893 แล้ว พระองค์ทรงใช้พระนามว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 และพระราชโอรสของพระองค์ก็ใช้พระนามว่า พระราเมศวร การออกพระนามพระมหากษัตริย์เสมือนหนึ่งพระนามของพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ได้แก่ พระนารายณ์ พระศิวะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคตินิยมที่ถือว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประดุจดังเทพเจ้า การที่อยุธยาในระยะเริ่มแรกรับเอาคตินิยมเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์ว่าเป็นสมมติเทพ จึงทำให้ต้องมีวิธีการและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้คนนึกว่าพระมหากษัตริย์มีความเป็นเทพเจ้าจริง ๆ

2) พระบรมวงศานุวงศ
ชนชั้นสูงที่มีฐานะรองลงมาจากพระมหากษัตริย์ ได้แก่ พระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งนี้หมายถึง พระบรมวงศานุวงศ์ของพระมหากษัตริย์ซึ่งครองราชย์อยู่ในขณะใดขณะหนึ่งเท่านั้น บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ บางทีเรียกกันว่า "เจ้านาย" บรรดาเจ้านายในพระราชวงศ์นั้นทรงมีศักดินามาตั้งแต่แรกประสูติทั้งสิ้น ศักดินาของพระราชวงศ์เพิ่มขึ้นและลดลงได้ตามความชอบและความผิดที่มีต่อแผ่นดิน

ในสมัยอยุธยา ภายหลังจากที่ได้มีการตราพระราชกำหนดศักดินาใน พ.ศ.1997 แล้ว ปรากฏว่าบรรดาเจ้านายต่างมีศักดินาทุกพระองค์ เช่น สมเด็จพระอนุชาร่วมสายโลหิตเดียวกันกับองค์พระมหากษัตริย์มีศักดินา 20,000 ไร่ ส่วนพระเจ้าลูกเธอมีศักดินา 15,000 ไร่ แต่ถ้าได้รับสถาปนาเป็นพระมหาอุปราชก็จะดำรงศักดินา 100,000 ไร่ เป็นต้น ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้มีการสถาปนาเจ้านายให้ทรงกรม เช่น เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาทิพ เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพ ซึ่งทั้ง 2 ท่านเป็นพระขนิษฐาและพระธิดา เป็นต้น ทำให้เป็นประเพณีที่จะสถาปนาเจ้านายให้ทรงกรมในระยะหลังต่อมา

บรรดาเจ้านายหรือพระบรมวงศานุวงศ์เหล่านี้ จะได้รับส่วนแบ่งจากรายได้ภาษีอากรของแผ่นดิน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะทรงพระราชทานให้ ส่วนสิทธิตามกฎหมายของเจ้านายก็คือ จะถูกพิจารณาคดีในศาลใด ๆ ไม่ได้ นอกจากศาลของกรมวัง และจะนำเจ้านายไปขายเป็นทาสไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่จะไม่ยอมให้กระทำสัญญาซื้อขายเช่นนั้นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

3) ขุนนางข้าราชการ
ขุนนางและข้าราชการ คือ บุคคลที่รับราชการแผ่นดินสนองพระเดชพระคุณพระมหากษัตริย์ ในสมัยอยุธยา ขุนนางมีฐานะตั้งอยู่บนเกณฑ์ 4 ประการ คือ ศักดินา ยศ ราชทินนาม และตำแหน่ง เช่น เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายก ถือศักดินา 10,000ไร่ อธิบายได้ว่าขุนนางผู้นี้มีศักดินา 10,000 ไร่ ยศ คือ เจ้าพระยา ราชทินนาม คือ จักรีศรีองครักษ์ ตำแหน่ง คือ สมุหนายก เป็นต้น

ตำแหน่งขุนนางที่สำคัญ ๆ ในสมัยอยุธยา คือ สมุหพระกลาโหม ถือศักดินา 10,000 ไร่ สมุหนายกถือศักดินา 10,000 ไร่ บรรดาเสนาบดีจตุสดมภ์ก็มีศักดินาคนละ 10,000 ไร่ เช่นกัน

ขุนนางนั้นมีธรรมเนียมว่า จะต้องมีศักดินา 400 ไร่ขึ้นไป จึงจะเป็นขุนนางได้ ถ้าศักดินาต่ำกว่า 400 ไร่ แต่ไม่น้อยกว่า 25 ไร่ ก็อาจเป็นข้าราชการได้ แต่ยังไม่ถึงระดับ "ขุนนาง"

อย่างไรก็ตาม ขุนนางก็มีโอกาสจะถูกถอดออกจากตำแหน่งได้ ถ้ามีความผิด และบรรดาศักดิ์ของขุนนางมิได้ตกทอดไปถึงลูกหลาน เมื่อตายแล้วก็หมดสิ้นไป หรือบรรดาศักดิ์นี้อาจหมดสิ้นไปในขณะที่ขุนนางยังมีชีวิตอยู่ก็ได้

4) ไพร่
ไพร่ คือ บรรดาราษฎรสามัญชนในความหมายปัจจุบัน ไพร่ต้องมีภาระ คือ การรับใช้ราชการแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ ไพร่จะเป็นชายฉกรรจ์ จะถูกมูลนายเอาชื่อเข้าบัญชีเพื่อเกณฑ์ไปใช้ในราชการต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ไพร่จึงต้องสังกัดอยู่กับเจ้าขุนมูลนายที่ตนสมัครใจอยู่ด้วย การที่ชายฉกรรจ์สามัญชนทุกคนต้องขึ้นทะเบียนสังกัดมูลนาย ก็เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เพราะกฎหมายระบุไว้ว่า ถ้าชายฉกรรจ์ไม่มีสังกัด ก็ไม่มีสิทธิในการศาล และไม่มีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ไพร่ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทตามสังกัด คือ
(1) ไพร่หลวง หมายถึง ไพร่ที่สังกัดกรมกองต่าง ๆ เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์โดยตรง หน้าที่ของไพร่หลวงจึงแตกต่างกันไปตามแต่หน้าที่ของกรมกองนั้น ไพร่หลวงมี 2 ลักษณะ คือ ประเภทที่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานมาทำงานที่ทางราชการกำหนด และประเภทที่ต้องเสียเงินหรือสิ่งของมาแทนการเกณฑ์แรงงาน หรือเรียกว่า ไพร่ส่วย ในช่วงแรก ๆ จะมีการส่งของมาแทนการเกณฑ์แรงงาน หรือที่เรียกว่า "การเข้าเวร" แต่ในตอนปลายสมัยอยุธยา ประมาณในช่วงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จะมีการส่งเงินมาแทนการเกณฑ์แรงงานมากขึ้น เงินที่ส่งมาเรียกว่า "เงินค่าราชการ"

(2) ไพร่สม เป็นไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้แก่เจ้านาย และขุนนางที่มีตำแหน่งทางราชการเพื่อเป็นผลประโยชน์ ไพร่สมจะตกเป็นของมูลนายตราบเท่าที่ขุนนางผู้เป็นมูลนายยังมีชีวิตอยู่ในตำแหน่งราชการ เมื่อมูลนายถึงแก่กรรม ไพร่สมจะถูกโอนมาเป็นไพร่หลวง นอกจากบุตรของขุนนางผู้นั้นจะยื่นคำร้องขอควบคุมไพร่สมต่อไปจากบิดา

ไพร่หลวงเป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์และจะต้องถูกเกณฑ์แรงงานไปใช้เป็นเวลา 6 เดือนต่อปี คือ เข้าไปรับราชการ 1 เดือน ออกมาอยู่บ้านของตน 1 เดือน กลับเข้าไปรับราชการอีก 1 เดือน สลับกันไปอย่างนี้ จึงเรียกการถูกเกณฑ์แรงงานในลักษณะนี้ว่า "การเข้าเวร" และ "การออกเวร"

อย่างไรก็ตาม ไพร่สามารถเปลี่ยนฐานะของตนเองได้เป็น 2 ระดับ คือ ระดับสูง คือ ขุนนาง ส่วนระดับต่ำ คือ ทาส แรงงานของไพร่มีประโยชน์ต่อมูลนายทั้งในด้านการเป็นกำลังไพร่พล การเป็นกำลังการผลิต และแรงงานของไพร่ก็เป็นประโยชน์ของทางราชการ ทั้งการเป็นกำลังพลและกำลังการผลิตเช่นเดียวกัน

ไพร่หลวงจะมีฐานะลำบากที่สุดเมื่อเทียบกับไพร่สม เพราะไพร่สมมีหน้าที่รับใช้แต่เพียงมูลนาย จึงมีความสบายกว่าไพร่หลวง ซึ่งถูกเกณฑ์แรงงานโดยทางราชการ จึงจำเป็นต้องทำงานหนักกว่า

5) ทาส
ทาส หมายถึง บุคคลที่มิได้มีกรรมสิทธิ์ในแรงงานและชีวิตของตนเอง แต่กลับตกเป็นของนายจนกว่าจะได้รับการไถ่ตัวให้พ้นจากความเป็นทาส นายมีสิทธิในการซื้อขายทาสได้ ทาสในสมัยอยุธยามี 7 ประเภท คือ
(1) ทาสไถ่มาด้วยทรัพย์
(2) ลูกทาสที่เกิดในเรือนเบี้ย
(3) ทาสที่ได้มาจากข้างฝ่ายบิดามารดา
(4) ทาสที่มีผู้ให้
(5) ทาสที่ได้มาด้วยการช่วยเหลือคนต้องโทษทัณฑ์
(6) ทาสที่เลี้ยงดูไว้ในยามเกิดทุกข์และอดอยาก
(7) ทาสเชลย

ทาสเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะความยากจน จึงต้องขายตัวลงเป็นทาส ส่วนคนที่มีฐานะดีก็พยายามที่จะมีทาสไว้ใช้สอย ด้วยเหตุนี้ ทาสจึงเป็นบุคคลที่ต่ำต้อยในสังคม และได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากคนทั่วไปที่เหนือกว่า ขาดความเป็นตัวของตัวเอง และโอกาสที่คนจะขายตัวเป็นทาสก็มีมาก เพราะมีความยากจนเป็นปัจจัยสำคัญนั่นเอง

6) พระสงฆ์
พระสงฆ์ เป็นบุคคลที่สืบทอดพระพุทธศาสนา ดังนั้น จึงได้รับการยกย่องศรัทธาจากบุคคลทุกชนชั้นในสังคม พระสงฆ์จึงเป็นสถาบันหลักของสังคม และเป็นบันไดสำหรับสามัญชนที่จะเปลี่ยนชนชั้นของตน สังคมสงฆ์เป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น เพราะชนชั้นสูงอย่างพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ ไพร่ ทาส ก็สามารถจะบวชเป็นพระสงฆ์ได้เช่นกัน พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะทรงเป็นองค์อุปถัมภกพระพุทธศาสนาทุกยุคทุกสมัย นอกจากนี้ วัดได้กลายเป็นศูนย์กลางของสังคม บุคคลที่บวชเรียนก็สามารถหาความรู้ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น สถาบันสงฆ์จึงมีบทบาทในการเชื่อมประสานระหว่างชนชั้นในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ด้วยองค์ประกอบของสังคมดังกล่าวข้างต้น สังคมอยุธยาจึงเป็นสังคมที่ถูกกำหนด โดยกรอบของพระราชกำหนดศักดินา ทำให้ทุกคนในสังคมมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบลดหลั่นกันลงไป จึงเป็นสังคมที่ไม่มีช่องว่างห่างกันมากนัก


สมัยอยุธยาตอนปลาย

สมัยอยุธยาตอนปลาย ( พ.ศ.1991 - พ.ศ. 2310 )
การปกครองสมัยอยุธยาตอนปลาย คือ ตั้งแต่ พ.ศ.1991 ในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ถึงเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2310 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1991 - พ.ศ.2031 พระองค์ได้ปฏิรูปการปกครองเสียใหม่ดังนี้

1) การปกครองส่วนกลาง
ราชธานี ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง โดยได้แต่งตั้งขุนนางไปปกครองเมืองลูกหลวง และให้ขึ้นต่ออัครมหาเสนาบดี เรียกว่า "เมืองพระยามหานคร" ซึ่งเป็นการรวมอำนาจเข้าส่วนกลางมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเมืองพระยามหานครอีก 4 เมือง ที่มิได้มีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง คือ นครศรีธรรมราช นครราชสีมา ตะนาวศรี และทวาย พระองค์ได้แต่งตั้งขุนนางไปปกครองเช่นกัน แต่มีฐานะกึ่งอิสระ เพื่อตอบแทนความดีความชอบในการปฏิบัติราชการของขุนนางเหล่านั้น

การจัดระเบียบการปกครองที่ได้พัฒนาขึ้น ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถอีกประการหนึ่ง คือ การแยกข้าราชการทหาร และข้าราชการพลเรือนออกจากกัน เพื่อการแบ่งงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน คือ ฝ่ายทหาร มีพระสมุหกลาโหม หรืออัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา เป็นหัวหน้า มีหน้าที่บังคับบัญชา และรับผิดชอบในกิจการทหารและการป้องกันประเทศ

ฝ่ายพลเรือน มีพระสมุหนายก หรืออัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย เป็นหัวหน้า มีหน้าที่บังคับบัญชาและรับผิดชอบกิจการพลเรือน คือ เวียง วัง คลัง นา

ส่วนไพร่ได้รับสิทธิเลือกสังกัดฝ่ายทหารหรือฝ่ายพลเมืองได้ แต่ในยามสงคราม ไพร่ทั้งสองฝ่ายต้องออกรบด้วยกัน

ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยศักดินาขึ้น และใช้มาจนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ศักดินา คือ วิธีให้เกียรติยศบุคคลตั้งแต่ขุนนาง ข้าราชการ ลงไปจนถึงไพร่และทาส โดยกำหนดจำนวนที่นามากน้อยตามศักดิ์หรือเกียรติยศของบุคคล เช่น ขุนนางชั้นเอก คือ ชั้นเจ้าพระยามีศักดินา 10,000 ไร่ คนธรรมดาสามัญมีศักดินา 25 ไร่ ทาสมีศักดินา 5 ไร่ เป็นต้น การกำหนดระบบศักดินาขึ้นมาก็เพื่อประโยชน์ในการกำหนดสิทธิ และหน้าที่ของประชาชน นอกจากนี้ ระบบศักดินายังเกี่ยวพันกับการชำระโทษ และปรับไหมในกรณีกระทำผิดอีกด้วย คนที่ถือศักดินาสูง เมื่อทำผิดจะถูกลงโทษหนักกว่าผู้มีศักดินาต่ำ การปรับในศาลหลวง ค่าปรับนั้นก็เอาศักดินาเป็นบรรทัดฐาน

2) การปกครองหัวเมือง
พระบรมไตรโลกนาถพยายามจัดการปกครองหัวเมืองเสียใหม่ เพื่อให้ส่วนกลางสามารถคุมหัวเมืองทั้งหลายได้ แต่ก็ปรากฏว่าไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะการคมนาคมไม่สะดวก คงทำได้สำเร็จเฉพาะหัวเมืองใกล้เคียงหรือหัวเมืองรอบ ๆ เมืองหลวงเท่านั้น หัวเมืองในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ นอกจากเมืองพระยามหานครที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขุนนางไปปกครองแล้ว ยังมีหัวเมืองประเทศราช ที่มีเจ้าเมืองของตนเอง แต่ยอมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา โดยส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายทุกปี หัวเมืองประเทศราชเหล่านี้ มีทั้งใกล้และไกล เช่น เชียงใหม่
เชียงแสน เชียงรุ้ง ยะโฮร์ มะละกา เป็นต้น

ต่อมา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ปฏิรูปการปกครองหัวเมืองใหม่ โดยยกเลิกเมืองพระยามหานคร และจัดแบ่งเมืองนอกเขตราชธานีออกเป็น 3 ชั้น คือ
(1) หัวเมืองชั้นเอก มี 2 เมือง คือ พิษณุโลกและนครศรีธรรมราช
(2) หัวเมืองชั้นใน มีหลายเมือง เช่น สวรรคโลก สุโขทัย กำแพงเพชร เพชรบุรี เป็นต้น
(3) หัวเมืองชั้นตรี เช่น พิชัย นครสวรรค์ ไชยา พัทลุง เป็นต้น

หัวเมืองแต่ละชั้นยังมีเมืองย่อยอยู่โดยรอบ เรียกเมืองเหล่านี้ว่า เมืองจัตวา การจัดการปกครองหัวเมืองแบบนี้มีมาโดยตลอด และได้ยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ในสมัยอยุธยา นอกจากค้าขายกับชาติต่าง ๆ ในเอเชียแล้ว ก็ได้ค้าขายกับชาวตะวันตกด้วย ชาวตะวันตกชาติแรก คือ โปรตุเกส ได้ส่งทูตชื่อ ดูอาร์ต เฟอร์นันเดซ เข้ามาใน พ.ศ.2061 สมัยพระรามาธิบดีที่ 2 โดยได้มีการเซ็นสัญญาอนุญาตให้ชาวโปรตุเกสทำมาค้าขายในดินแดนไทยได้ ต่อจากนั้นก็มีชนชาติอื่น เช่น สเปน อังกฤษ ฮอลันดา ฝรั่งเศส ทยอยกันเข้ามามีสัมพันธ์ทางการค้ากับไทย

โดยปกติ พระมหากษัตริย์ของไทยมักให้การต้อนรับชนต่างชาติเป็นอย่างดี บางครั้งก็มีกองกำลังต่างชาติประจำการเป็นอาสาประจำอาณาจักร โดยเฉพาะในสมัยพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199 - 2231) มีชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการในตำแหน่งสำคัญ ๆ หลายคน และมีการแลกเปลี่ยนทูตกับฝรั่งเศสหลายครั้ง หลังจากสมัยพระนารายณ์มหาราชมาแล้ว อิทธิพลของชาวตะวันตกในราชสำนักจึงลดลง เพราะพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยาตอนปลายไม่นิยมชาวตะวันตก เพราะระแวงว่าจะเข้ามาหาทางครอบครองเอาชาติไทยเป็นเมืองขึ้น

ลักษณะทางเศรษฐกิจช่วงที่สอง (พ.ศ. 2034 - พ.ศ. 2310 )
(1) เกษตรกรรม
เกษตรกรรมในสมัยอยุธยาช่วงที่สองยังคงดำเนินไปดังเช่นในสมัยอยุธยาช่วงแรก เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาและหัวเมืองต่างๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงโดยรอบตั้งอยู่บนแม่น้ำสำคัญหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง ทำให้เขตราชธานีและอาณาบริเวณโดยรอบมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น การทำนา การปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น การปกครองหัวเมืองต่างๆ โดยใช้ระบบจตุสดมภ์ ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) จึงเหมาะสม เพราะเสนาบดีกรมนา (เกษตราธิการ) มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับการทำนาและการเพาะปลูกต่างๆ รวมทั้งการออกโฉนดที่ดินให้กับประชาชนทั่วไปหักร้างถางพงบริเวณที่ดินที่ตนต้องการ โดยเสนาบดีจะดูแลการจัดเก็บภาษีหางข้าวจากประชาชนที่ทำนา เพื่อสะสมรวบรวมไว้เป็นเสบียงหลวงสำหรับใช้ในราชการแผ่นดินต่อไป

สำหรับที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญเกี่ยวกับการผลิตทางด้านการเกษตรนั้น ในกฎหมายที่ตราขึ้นใช้ในสมัยอยุธยา ได้ระบุไว้ว่า เมื่อผู้ใดหักร้างถางพงเป็นไร่นาแล้ว ก็ให้ไปแจ้งแก่เจ้าหน้าที่เพื่อจะได้ไปตรวจดูและออกใบโฉนดให้กับผู้นั้นเป็นหลักฐาน สิ่งสำคัญก็คือประมุขสูงสุดของอาณาจักร คือ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินทั้งหมด จะทรงพระราชทานให้กับผู้ใดก็ได้

สำหรับแรงงานนั้น ได้มีการออกกฎหมายให้ชายฉกรรจ์ทุกคนซึ่งเป็นแรงงานสำคัญ จะต้องไปขึ้นทะเบียนสังกัดมูลนาย เพื่อสะดวกในการเกณฑ์แรงงานของทางราชการแผ่นดินในโอกาสต่อไป แรงงานชายฉกรรจ์เหล่านี้ ถ้าไม่ต้องไปสละแรงงานให้กับทางราชการ ก็สามารถดำเนินการประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรมและด้านอื่นๆ ของตนได้ แรงงานไพร่นับว่ามีปริมาณสูงกว่าแรงงานประเภทอื่น รองลงมาก็คือ แรงงานทาส

ผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญ คือ ข้าว นอกจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยตรงแล้ว ยังมีคนไทยบางพวกบางกลุ่มประกอบอาชีพในการหาของป่า เช่น ไม้ฝาง นอแรด งาช้าง หนังสัตว์ ครั่ง ยางสน กฤษณา น้ำมันสน เป็นต้น ผลิตผลที่ได้จากป่าเหล่านี้ เป็นที่ต้องการของชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อค้าขายในกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างยิ่ง ในบางแห่งผลผลิตที่นำมาถวายจัดว่าเป็นเครื่องราชบรรณาการได้

(2) การค้ากับต่างประเทศ
สมัยอยุธยาช่วงที่สองนี้ สภาวะทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมยังคงดำเนินต่อไป ดังเช่นที่เคยดำเนินมาในช่วงแรก แต่ในเรื่องการค้ากับต่างประเทศได้ขยายตัวมากขึ้น นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พ.ศ. 2034 - พ.ศ. 2072) จนถึงสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199 - พ.ศ. 2231) ในสมัยนี้การค้าทั้งภายในและภายนอกเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะใน พ.ศ. 2054 (สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ) เป็นยุคแรกที่ชาวยุโรปตะวันตกเริ่มเข้ามาติดต่อค้าขายกับไทย หลังจากนั้นฮอลันดา อังกฤษ ก็เข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยใน พ.ศ. 2142 และ พ.ศ. 2155 ตามลำดับ

พระมหากษัตริย์สมัยอยุธยาโปรดให้ชาวยุโรปตะวันตกเหล่านี้เข้ามาค้าขาย และได้พระราชทานที่ดินให้ตั้งภูมิลำเนาด้วย โดยโปรดให้จัดที่หลวงตั้งห้าง สร้างโรงสินค้าให้เช่า กรุงศรีอยุธยาจึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายในแถบนี้ บรรดาพ่อค้าที่เข้ามาติดต่อค้าขายมีทั้งชาวเอเชียและชาวตะวันตก

การที่อยุธยาได้ติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวต่างประเทศ ทั้งที่เป็นชาวเอเชียและชาวยุโรป ทำให้รัฐได้รับประโยชน์จากการค้าเป็นอย่างมาก สินค้าบางชนิดได้กลายเป็นสินค้าผูกขาด เอกชนไม่มีสิทธิซื้อขายเพราะสินค้าเหล่านั้นเป็นสินค้าต้องห้าม รัฐจะเป็นผู้ซื้อขายเอง เช่น เครื่องศาสตราวุธ ดีบุก งาช้าง ไม้ฝาง เป็นต้น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เลือกซื้อสินค้าจากต่างประเทศก่อนที่จะตกถึงมือพ่อค้าเอกชน ซึ่งการควบคุมการซื้อขายสินค้านี้จะกระทำโดยพระคลังสินค้า สังกัดกรมคลัง และการติดต่อเจรจากับต่างประเทศจะกระทำโดยกรมท่า ซึ่งสังกัดอยู่ในกรมคลังเหมือนกัน ฉะนั้น เสนาบดีกรมคลังจึงมีอำนาจเป็นอย่างมาก

กล่าวโดยสรุป ลักษณะทางเศรษฐกิจในสมัยอยุธยา ช่วงแรก (พ.ศ.1893 - พ.ศ.2034) และสมัยอยุธยาช่วงหลัง (พ.ศ. 2034 - พ.ศ. 2310 ) มีความคล้ายคลึงกัน คือ ขึ้นอยู่กับการเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยมีการค้าขายกับต่างประเทศควบคู่ไปด้วย ความแตกต่างของลักษณะเศรษฐกิจในสมัยอยุธยาทั้ง 2 ช่วง อยู่ที่การค้ากับต่างประเทศ เนื่องจากในสมัยอยุธยาช่วงหลัง ได้มีพ่อค้าชาวตะวันตกเข้าติดต่อค้าขายด้วยเป็นอันมาก ต่างกับสมัยอยุธยาช่วงแรก ซึ่งมีแต่พ่อค้าทางแถบเอเชียและเพื่อนบ้านใกล้เคียงเท่านั้น ดังนั้น เมื่อการค้าของไทยได้ขยายตัวออกไปถึงขั้นค้าขายติดต่อกับพ่อค้าชาวตะวันตก นอกเหนือไปจากพ่อค้าทางแถบเอเชียด้วยกันแล้ว ก็ย่อมจะทำให้พระคลังสินค้าของไทยซึ่งมีการผูกขาดการค้าอยู่แล้วประสบผลกำไรอย่างมหาศาล ทำให้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยทั่วไปอีกด้วย

ลักษณะทางสังคม

ในสมัยอยุธยา อาจกล่าวได้ว่าเป็นสังคมศักดินา เพราะในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991 - พ.ศ.2031) พระองค์ได้ทรงตราพระราชกำหนดศักดินาขึ้นมาใช้อย่างเป็นทางการใน พ.ศ.1997 กำหนดให้บุคคลทุกประเภทในสังคมไทยมีศักดินาด้วยกันทั้งสิ้น นับตั้งแต่พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางผู้ใหญ่ ลงไปถึงบรรดาไพร่ ทาส และพระสงฆ์ ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งมิได้ระบุศักดินาเอาไว้ เพราะทรงเป็นเจ้าของศักดินาทั้งปวงนั่นเอง

คำว่า "ศักดินา" หมายถึง การถือเอาศักดิ์ของคนเป็นเกณฑ์แต่อย่างเดียว ทุกคนมีข้อกำหนดศักดินาตามแต่ละบุคคล โดยถือเป็นเครื่องกำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคลในสังคม แต่มิได้หมายความว่าศักดินาจะเป็นข้อกำหนดตายตัวเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน ใครมีศักดินาสูงก็ต้องมีสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบสูง ใครมีศักดินาต่ำก็มีสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบต่ำลดหลั่นกันไปตามลำดับ หน่วยที่ใช้ในการกำหนดศักดินา ใช้จำนวนไร่เป็นเกณฑ์

ระบบศักดินาจะอำนวยประโยชน์ในการควบคุมบังคับบัญชาผู้คนตามลำดับชั้นของศักดินา และการมอบหมายให้คนมีหน้าที่รับผิดชอบที่กำหนดไว้ด้วย เมื่อบุคคลทำผิดต่อกันก็สามารถใช้เป็นหลักในการปรับไหมได้ เช่น ผู้ใหญ่ทำผิดต่อผู้น้อยก็ปรับไหมตามศักดินาของผู้ใหญ่ ถ้าผู้น้อยทำผิดต่อผู้ใหญ่ก็ปรับผู้น้อยตามศักดินาของผู้ใหญ่ เป็นต้น ซึ่งพอจะเป็นหลักการในการป้องกันมิให้ผู้ใหญ่รังแกผู้น้อย และมิให้ผู้น้อยละเมิดผู้ใหญ่เช่นกัน

ในสมัยอยุธยา สังคมไทยประกอบด้วยบุคคลประเภทต่าง ๆ ที่สามารถจำแนกออกได้ตามสิทธิ หน้าที่ และศักดิ์ของบุคคลในสังคมดังนี้

1) พระมหากษัตริย์
พระมหากษัตริย์ คือ ประมุขสูงสุดของราชอาณาจักร ทรงได้รับการยกย่องเป็นสมมติเทพ เช่น เป็นพระนารายณ์อวตารบ้าง เป็นประดุจดังพระศิวะบ้าง ซึ่งล้วนแต่เป็นพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ทั้งสิ้น ดังนั้น พระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นศูนย์รวมแห่งอำนาจทั้งหลายทั้งปวงในแผ่นดิน ความเป็นสมมติเทพของพระมหากษัตริย์นี้ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์ ซึ่งสันนิษฐานว่าไทยรับเอามาจากเขมรอีกต่อหนึ่ง หากผู้ใดขัดขืนพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ จะต้องมีความผิดอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับการละเมิดอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า

เราจะพบว่า ภายหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ได้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีใน พ.ศ.1893 แล้ว พระองค์ทรงใช้พระนามว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 และพระราชโอรสของพระองค์ก็ใช้พระนามว่า พระราเมศวร การออกพระนามพระมหากษัตริย์เสมือนหนึ่งพระนามของพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ได้แก่ พระนารายณ์ พระศิวะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคตินิยมที่ถือว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประดุจดังเทพเจ้า การที่อยุธยาในระยะเริ่มแรกรับเอาคตินิยมเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์ว่าเป็นสมมติเทพ จึงทำให้ต้องมีวิธีการและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้คนนึกว่าพระมหากษัตริย์มีความเป็นเทพเจ้าจริง ๆ

2) พระบรมวงศานุวงศ์
ชนชั้นสูงที่มีฐานะรองลงมาจากพระมหากษัตริย์ ได้แก่ พระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งนี้หมายถึง พระบรมวงศานุวงศ์ของพระมหากษัตริย์ซึ่งครองราชย์อยู่ในขณะใดขณะหนึ่งเท่านั้น บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ บางทีเรียกกันว่า "เจ้านาย" บรรดาเจ้านายในพระราชวงศ์นั้นทรงมีศักดินามาตั้งแต่แรกประสูติทั้งสิ้น ศักดินาของพระราชวงศ์เพิ่มขึ้นและลดลงได้ตามความชอบและความผิดที่มีต่อแผ่นดิน

ในสมัยอยุธยา ภายหลังจากที่ได้มีการตราพระราชกำหนดศักดินาใน พ.ศ.1997 แล้ว ปรากฏว่าบรรดาเจ้านายต่างมีศักดินาทุกพระองค์ เช่น สมเด็จพระอนุชาร่วมสายโลหิตเดียวกันกับองค์พระมหากษัตริย์มีศักดินา 20,000 ไร่ ส่วนพระเจ้าลูกเธอมีศักดินา 15,000 ไร่ แต่ถ้าได้รับสถาปนาเป็นพระมหาอุปราชก็จะดำรงศักดินา 100,000 ไร่ เป็นต้น ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้มีการสถาปนาเจ้านายให้ทรงกรม เช่น เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาทิพ เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพ ซึ่งทั้ง 2 ท่านเป็นพระขนิษฐาและพระธิดา เป็นต้น ทำให้เป็นประเพณีที่จะสถาปนาเจ้านายให้ทรงกรมในระยะหลังต่อมา

บรรดาเจ้านายหรือพระบรมวงศานุวงศ์เหล่านี้ จะได้รับส่วนแบ่งจากรายได้ภาษีอากรของแผ่นดิน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะทรงพระราชทานให้ ส่วนสิทธิตามกฎหมายของเจ้านายก็คือ จะถูกพิจารณาคดีในศาลใด ๆ ไม่ได้ นอกจากศาลของกรมวัง และจะนำเจ้านายไปขายเป็นทาสไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่จะไม่ยอมให้กระทำสัญญาซื้อขายเช่นนั้นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

3) ขุนนางข้าราชการ
ขุนนางและข้าราชการ คือ บุคคลที่รับราชการแผ่นดินสนองพระเดชพระคุณพระมหากษัตริย์ ในสมัยอยุธยา ขุนนางมีฐานะตั้งอยู่บนเกณฑ์ 4 ประการ คือ ศักดินา ยศ ราชทินนาม และตำแหน่ง เช่น เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายก ถือศักดินา 10,000ไร่ อธิบายได้ว่าขุนนางผู้นี้มีศักดินา 10,000 ไร่ ยศ คือ เจ้าพระยา ราชทินนาม คือ จักรีศรีองครักษ์ ตำแหน่ง คือ สมุหนายก เป็นต้น

ตำแหน่งขุนนางที่สำคัญ ๆ ในสมัยอยุธยา คือ สมุหพระกลาโหม ถือศักดินา 10,000 ไร่ สมุหนายกถือศักดินา 10,000 ไร่ บรรดาเสนาบดีจตุสดมภ์ก็มีศักดินาคนละ 10,000 ไร่ เช่นกัน

ขุนนางนั้นมีธรรมเนียมว่า จะต้องมีศักดินา 400 ไร่ขึ้นไป จึงจะเป็นขุนนางได้ ถ้าศักดินาต่ำกว่า 400 ไร่ แต่ไม่น้อยกว่า 25 ไร่ ก็อาจเป็นข้าราชการได้ แต่ยังไม่ถึงระดับ "ขุนนาง"

อย่างไรก็ตาม ขุนนางก็มีโอกาสจะถูกถอดออกจากตำแหน่งได้ ถ้ามีความผิด และบรรดาศักดิ์ของขุนนางมิได้ตกทอดไปถึงลูกหลาน เมื่อตายแล้วก็หมดสิ้นไป หรือบรรดาศักดิ์นี้อาจหมดสิ้นไปในขณะที่ขุนนางยังมีชีวิตอยู่ก็ได้

4) ไพร่
ไพร่ คือ บรรดาราษฎรสามัญชนในความหมายปัจจุบัน ไพร่ต้องมีภาระ คือ การรับใช้ราชการแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ ไพร่จะเป็นชายฉกรรจ์ที่มีความสูงเสมอไหล่ 2 ศอกครึ่ง จะถูกมูลนายเอาชื่อเข้าบัญชีเพื่อเกณฑ์ไปใช้ในราชการต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ไพร่จึงต้องสังกัดอยู่กับเจ้าขุนมูลนายที่ตนสมัครใจอยู่ด้วย การที่ชายฉกรรจ์สามัญชนทุกคนต้องขึ้นทะเบียนสังกัดมูลนาย ก็เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เพราะกฎหมายระบุไว้ว่า ถ้าชายฉกรรจ์ไม่มีสังกัด ก็ไม่มีสิทธิในการศาล และไม่มีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
ไพร่ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทตามสังกัด คือ
(1) ไพร่หลวง หมายถึง ไพร่ที่สังกัดกรมกองต่าง ๆ เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์โดยตรง หน้าที่ของไพร่หลวงจึงแตกต่างกันไปตามแต่หน้าที่ของกรมกองนั้น ไพร่หลวงมี 2 ลักษณะ คือ ประเภทที่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานมาทำงานที่ทางราชการกำหนด และประเภทที่ต้องเสียเงินหรือสิ่งของมาแทนการเกณฑ์แรงงาน หรือเรียกว่า ไพร่ส่วย ในช่วงแรก ๆ จะมีการส่งของมาแทนการเกณฑ์แรงงาน หรือที่เรียกว่า "การเข้าเวร" แต่ในตอนปลายสมัยอยุธยา ประมาณในช่วงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจะมีการส่งเงินมาแทนการเกณฑ์แรงงานมากขึ้น เงินที่ส่งมาเรียกว่า "เงินค่าราชการ"
(2) ไพร่สม เป็นไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้แก่เจ้านาย และขุนนางที่มีตำแหน่งทางราชการเพื่อเป็นผลประโยชน์ ไพร่สมจะตกเป็นของมูลนายตราบเท่าที่ขุนนางผู้เป็นมูลนายยังมีชีวิตอยู่ในตำแหน่งราชการ เมื่อมูลนายถึงแก่กรรม ไพร่สมจะถูกโอนมาเป็นไพร่หลวง นอกจากบุตรของขุนนางผู้นั้นจะยื่นคำร้องขอควบคุมไพร่สมต่อไปจากบิดา

ไพร่หลวงเป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์และจะต้องถูกเกณฑ์แรงงานไปใช้เป็นเวลา 6 เดือนต่อปี คือ เข้าไปรับราชการ 1 เดือน ออกมาอยู่บ้านของตน 1 เดือน กลับเข้าไปรับราชการอีก 1 เดือน สลับกันไปอย่างนี้ จึงเรียกการถูกเกณฑ์แรงงานในลักษณะนี้ว่า "การเข้าเวร" และ "การออกเวร"

อย่างไรก็ตาม ไพร่สามารถเปลี่ยนฐานะของตนเองได้เป็น 2 ระดับ คือ ระดับสูง คือ ขุนนาง ส่วนระดับต่ำ คือ ทาส แรงงานของไพร่มีประโยชน์ต่อมูลนายทั้งในด้านการเป็นกำลังไพร่พล การเป็นกำลังการผลิต และแรงงานของไพร่ก็เป็นประโยชน์ของทางราชการทั้งการเป็นกำลังพลและกำลังการผลิตเช่นเดียวกัน

ไพร่หลวงจะมีฐานะลำบากที่สุดเมื่อเทียบกับไพร่สม เพราะไพร่สมมีหน้าที่รับใช้แต่เพียงมูลนาย จึงมีความสบายกว่าไพร่หลวง ซึ่งถูกเกณฑ์แรงงานโดยทางราชการ จึงจำเป็นต้องทำงานหนักกว่า

5) ทาส
ทาส หมายถึง บุคคลที่มิได้มีกรรมสิทธิ์ในแรงงานและชีวิตของตนเอง แต่กลับตกเป็นของนายจนกว่าจะได้รับการไถ่ตัวให้พ้นจากความเป็นทาส นายมีสิทธิในการซื้อขายทาสได้
ทาสในสมัยอยุธยามี 7 ประเภท คือ
(1) ทาสไถ่มาด้วยทรัพย์
(2) ลูกทาสที่เกิดในเรือนเบี้ย
(3) ทาสที่ได้มาจากข้างฝ่ายบิดามารดา
(4) ทาสที่มีผู้ให้
(5) ทาสที่ได้มาด้วยการช่วยเหลือคนต้องโทษทัณฑ์
(6) ทาสที่เลี้ยงดูไว้ในยามเกิดทุกข์และอดอยาก
(7) ทาสเชลย

ทาสเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะความยากจน จึงต้องขายตัวลงเป็นทาส ส่วนคนที่มีฐานะดีก็พยายามที่จะมีทาสไว้ใช้สอย

ด้วยเหตุนี้ ทาสจึงเป็นบุคคลที่ต่ำต้อยในสังคม และได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากคนทั่วไปที่เหนือกว่า ขาดความเป็นตัวของตัวเอง และโอกาสที่คนจะขายตัวเป็นทาสก็มีมาก เพราะมีความยากจนเป็นปัจจัยสำคัญนั่นเอง

6) พระสงฆ์
พระสงฆ์ เป็นบุคคลที่สืบทอดพระพุทธศาสนา ดังนั้น จึงได้รับการยกย่องศรัทธาจากบุคคลทุกชนชั้นในสังคม พระสงฆ์จึงเป็นสถาบันหลักของสังคม และเป็นบันไดสำหรับสามัญชนที่จะเปลี่ยนชนชั้นของตน สังคมสงฆ์เป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น เพราะชนชั้นสูงอย่างพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ ไพร่ ทาส ก็สามารถจะบวชเป็นพระสงฆ์ได้เช่นกัน พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะทรงเป็นองค์อุปถัมภกพระพุทธศาสนาทุกยุคทุกสมัย นอกจากนี้ วัดได้กลายเป็นศูนย์กลางของสังคม บุคคลที่บวชเรียนก็สามารถหาความรู้ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น สถาบันสงฆ์จึงมีบทบาทในการเชื่อมประสานระหว่างชนชั้นในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

ด้วยองค์ประกอบของสังคมดังกล่าวข้างต้น สังคมอยุธยาจึงเป็นสังคมที่ถูกกำหนดโดยกรอบของพระราชกำหนดศักดินา ทำให้ทุกคนในสังคมมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบลดหลั่นกันลงไป จึงเป็นสังคมที่ไม่มีช่องว่างห่างกันมากนัก


สมัยธนบุรี

สมัยธนบุรี (พ.ศ.2310 - 2325)

การปกครองของไทยสมัยกรุงธนบุรี ไม่ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิม ที่ใช้อยู่ในสมัยอยุธยา เนื่องจากขณะนั้นเป็นระยะที่ไทยกำลังรวบรวมอาณาจักรขึ้นใหม่ พระเจ้ากรุงธนบุรี (ตากสิน) ทรงมีพระราชภาระในการปราบปรามบรรดาชุมนุมอิสระต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังกรุงศรีอยุธยาแตก

ลักษณะทางเศษฐกิจ
ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขึ้นครองราชสมบัตินั้น บ้านเมืองกำลังประสบความตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างที่สุด ขาดแคลนข้าวปลาอาหาร เกิดความอดอยากยากแค้น จึงมีการปล้นสะดมแย่งชิงอาหารอยู่ทั่วไป การทำไร่ทำนาต้องหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ในช่วงปี พ.ศ. 2311 - 2319 ข้าวปลาอาหารฝืดเคืองมาก มิหนำซ้ำยังเกิดภัยธรรมชาติซ้ำเติม ทำให้ภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายอยู่แล้วกลับทรุดหนักลงไปอีก

กล่าวคือ ได้เกิดมีหนูระบาดออกมากินข้าวในยุ้งฉาง ความขาดแคลนในระยะนั้นได้ทวีความรุนแรง ถึงกับมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากกว่าเมื่อครั้งที่พม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยาเสียอีก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงแก้ไขวิกฤตการณ์ ด้วยกุศโลบายอันแยบคายทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ดังต่อไปนี้
1. ทรงสละพระราชทรัพย์ซื้อข้าวสารราคาแพงที่ต่างชาตินำมาขาย แล้วนำไปขายให้ราษฎรในราคาถูก และทรงแจกเสื้อผ้า อาหารแก่ผู้ยากไร้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งได้ผลดีอย่างยิ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ประชาชน ซึ่งภาวะจิตใจกำลังตกต่ำสุดขีดจากสภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด
2. ทรงเร่งรัดการทำนา เพื่อให้มีข้าวบริโภคเพียงพอ โดยการเกณฑ์ข้าราชการทำนาปรัง (การทำนานอกฤดูกาล) ในเวลาเดียวกันก็ป่าวประกาศให้ราษฎรดักหนูในนามามอบให้ทางราชการ เพื่อกำจัดการระบาดของหนูนาให้หมดไปโดยรวดเร็ว
3. ทรงวางแผนระระยาว เพิ่มเนื้อที่ปลูกข้าวใกล้พะนคร โดยทรงให้ปรับปรุงพื้นที่นอกกำแพงเมืองทั้ง 2 ฟาก ซึ่งเคยเป็นสวนเป็นป่า ให้เป็นทะเลตม พอเสร็จศึกพม่าราวกลางปี พ.ศ. 2319 ก็ทรงบัญชาให้กองทัพลงมือทำนาในที่ซึ่งตระเตรียมไว้นั้น

ด้วยพระปรีชาสามารถและการตัดสินพระทัยอย่างเฉียบขาด ในการแก้ปัญหาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประกอบกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำ เมืองไทยจึงสามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ราคาข้าวซึ่งเคยสูงถึงเกวียนละ 75 - 125 ตำลึง เมื่อปี พ.ศ. 2310 จึงมีราคาถูกลง เป็นเกวียนละ 10 ตำลึง ในปี พ.ศ. 2317

เศรษฐกิจในสมัยธนบุรีเป็นเศรษฐกิจแบบยังชีพเช่นเดียวกับอยุธยา (คือทำพอมีพอกินในแต่ละครอบครัว) การทำนาเป็นอาชีพหลัก นอกจากนั้นก็มีการปลูกฝ้าย ยาสูบ อ้อย ผัก และผลไม้กันทั่วไป เมื่อบ้านเมืองพ้นจากภาวะสงครามไม่มีข้าศึกมารบกวน ราษฎรก็มีเวลาตั้งหน้าประกอบการอาชีพ ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น บ้านเมืองจึงสามารถกลับฟื้นคืนสู่สภาพปกติได้ภายในเวลาไม่กี่ปี ส่งผลให้เกิดธุรกิจการผลิต และการติดต่อค้าขายขยายกว้างออกไป เกิดบริเวณชุมชนตามแหล่งผลิตต่างๆ เพิ่มขึ้น และค่อยๆ เติบโตเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ ในการสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจนั้น พระองค์ได้ทรงดำเนินการในด้านต่างๆ ดังนี้
1) การสร้างงานด้านการเกษตร
เพื่อเร่งรัดการผลิตอาหารได้เพียงพอสำหรับการบริโภค ในขั้นแรกได้ทรงใช้แรงงานคน ไทยโดยระดมกำลังจากกองทัพ แต่หลังจากที่ทรงปราบปรามหัวเมืองต่างๆ ไว้ได้ในอำนาจ จึงได้แรงงานจากเชลยที่กวาดต้อนมาได้ เช่น แรงงานจากเชลยชาวลาว เชลยชาวเขมรใช้ในการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ทั้งนี้รวมไปถึงแรงงานชาวจีนซึ่งได้รับการสนับสนุน ให้เข้ามาประกอบอาชีพในราชอาณาจักรด้วย

2) การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในหัวเมือง
เมื่อแรงงานในส่วนกลางมีมากขึ้น จึงทรงใช้แรงงานเหล่านั้นไปสร้างความเจริญให้แก่หัวเมือง เช่น ให้คนลาวไปตั้งบ้านเรือนทำการเพาะปลูกที่เมืองสระบุรี ราชบุรี เพชรบุรี จันทบุรี ให้ชาวจีนบางกลุ่มไปประกอบอาชีพทำไร่ เช่น ไร่อ้อย ไร่พริกไทย ตามหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก และอาชีพทำเหมืองทางภาคใต้ ธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้ทำให้เกิดความเจริญเติบโตของเมือง มีชุมชนขนาดใหญ่เกิดขึ้นตามแห่งผลิตต่างๆ ระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพซึ่งทำกันอยู่เดิม ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ ทำให้เกิดมีโรงสีข้าว โรงงานน้ำตาล และเหมืองดีบุกขึ้นมา

3) การเปิดรับความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเห็นความสำคัญของความรู้ที่ต้องใช้ในการพัฒนา ชาติบ้านเมือง เช่น ความรู้ทางด้านการค้าขายและทางช่าง จึงทรงสนับสนุนให้ชาวจีนเข้ามาช่วยเหลือกิจการในด้านเหล่านี้ เป็นต้นว่า การต่อเรือ การเดินเรือ การตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรกรรม เช่น โรงสี โรงเลื่อยจักร โรงงานน้ำตาล ปรากฏว่าความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ ทำให้ผลผลิตจากชนบทเข้าสู่เมืองมากขึ้น และส่งเสริมให้ธุรกิจเชิงพาณิชย์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

4) การส่งเสริมการค้าขายกับต่างประเทศ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงส่งเสริมทางด้านการค้าขาย โดยส่งเรือสำเภาไปค้าขายยังประเทศจีน อินเดีย และประเทศใกล้เคียง สำหรับสิ่งของที่บรรทุกเรือสำเภาหลวงไปขาย มี ดีบุก พริกไทย ครั่ง ขี้ผึ้ง ไม้หอม ฯลฯ และเมื่อขายสินค้าหมดแล้วก็จะซื้อสินค้าต่างประเทศที่ต้องการใช้ในประเทศ เช่น ผ้าลายและถ้วยชามมาขายให้แก่ประชาชนอีกต่อหนึ่ง แต่ยังใช้ระบบการค้าขายแบบเดียวกับสมัยอยุธยา คือ อยู่ภายใต้การดูแลของพระคลังสินค้า หรือกรมท่า

ลักษณะทางสังคม
ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในสมัยธนบุรี กล่าวได้ว่า มีการควบคุมกันอย่างเข้มงวด เพราะบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงคราม ต้องสู้รบกับพม่าข้าศึกอยู่ตลอดเวลา การเกณฑ์พลเรือนเข้ารับราชการไพร่โดย การสักเลก อันเป็นธรรมเนียมมาแต่โบราณนั้น ได้มีการกวดขันเป็นพิเศษในสมัยนี้ โดยเฉพาะการลงทะเบียนชายฉกรรจ์เป็น ไพร่หลวง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงและหลบหนี แต่โดยเหตุที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นผู้นำที่สามารถและเปี่ยมด้วยความเมตตา ราษฎรจึงยินยอมพร้อมใจกันเสียสละพัฒนาชาติบ้านเมืองอย่างเต็มความสามารถ ทำให้สังคมไทยกลับคืนสู่สภาพปกติภายในเวลาอันรวดเร็ว

ในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระสติฟั่นเฟือนไป เข้าพระทัยว่าทรงบรรลุโสดาบัน และจะให้พระสงฆ์กราบไหว้พระองค์ซึ่งเป็นคฤหัสถ์ บ้านเมืองเกิดความระส่ำระสาย นอกจากนี้ราษฎรทั่วไปยังได้รับความเดือดร้อน จากข้าราชการที่ทุจริตกดขี่ข่มเหงหาประโยชน์ส่วนตัว เป็นเหตุให้ละทิ้งบ้านเรือนหนีเข้าป่าไปเป็นจำนวนมาก คนร้ายกลุ่มหนึ่งที่กรุงเก่า (กรุงศรีอยุธยา) จึงถือโอกาสคบคิดกันปลุกปั่นยุยงราษฎรให้กระด้างกระเดื่องต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี และก่อการกบฏเข้าปล้นจวนผู้รักษากรุงเก่า ฆ่าผู้รักษากรุงเก่าและคณะกรมการเมือง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีรับสั่งให้พระยาสรรค์ขึ้นไปสอบสวน แต่พระยาสรรค์กลับไปเข้ากับพวกกบฏ และยกพวกมาปล้นพระราชวังที่กรุงธนบุรี ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2324 บังคับให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชออกผนวช และคุมพระองค์ไว้ที่พระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม แล้วพระยาสรรค์ก็ตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทน ทางฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งไปราชการทัพเมืองเขมรและกำลังจะยกเข้าตีเมืองเสียมราฐ เมื่อทราบข่าวเกิดจลาจลในกรุงธนบุรี จึงรีบยกทัพกลับ ขณะนั้นเป็นเดือนเมษายน พ.ศ. 2325 เมื่อมาถึงก็ได้สอบสวนเรื่องราวความยุ่งยากที่เกิดขึ้น และให้ประชุมข้าราชการ ที่ประชุมลงความเห็นว่าให้สำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสีย

ตลอดรัชสมัยของพระองค์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต้องทรงตรากตรำในการสู้รบ เพื่อดำรงความเป็นเอกราชและขยายขอบเขตแผ่นดินไทย จนสามารถขยายเป็นอาณาจักรใหญ่ในแหลมทองนี้ นับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นนักรบอย่างแท้จริง มิได้ทรงมีโอกาสแม้แต่จะเสวยสุขสงบแม้ในบั้นปลายพระชนม์ชีพ ในตอนปลายรัชกาล พระยาสรรค์ได้ก่อกบฏ บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย จนเป็นเหตุให้ทรงถูกสำเร็จโทษ


สมัยรัตนโกสินทร์

สมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2325 - ปัจจุบัน)

รูปแบบการปกครองของกรุงศรีอยุธยาคงใช้อยู่เรื่อยมา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การปกครองของไทยเพิ่งมีการปฏิรูปในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า การปรับปรุงระเบียบแบบแผนการปกครอง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการวางแนวรากฐานเตรียมพร้อมไว้สำหรับการปฏิรูป มาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยพระองค์ได้ทรงสนับสนุนให้มีการศึกษาอารยธรรมตะวันตก ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับทราบถึงความเจริญก้าวหน้า ในหลักการปกครองของชาติตะวันตก และนำมาปรับปรุงการปกครองของไทย

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคแห่งการล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษ และฝรั่งเศส ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยต้องตกเป็นอาณานิคมของประเทศทั้งสอง ส่วนประเทศไทยเป็นประเทศเดียว ที่มิได้เป็นอาณานิคมของชาติใด ประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ จึงแข่งขันกันเพื่อเข้ามามีอิทธิพลเหนือประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงดำเนินนโยบายทางการทูต เพื่อมิให้ประเทศมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถือเป็นข้ออ้างในการยึดครองประเทศไทย โดยการเร่งพัฒนาประเทศให้มีความเจริญในด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว และศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจในภาษา วัฒนธรรม และสถานการณ์ต่าง ๆ ของชาติตะวันตก อันจะทำให้การเจรจากับประเทศเหล่านั้นดีขึ้น

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีแนวความคิดที่มีประโยชน์ต่อการปกครองอย่างยิ่ง 2 ประการ คือ
1) การศึกษาภาษาต่างประเทศ พระองค์ทรงศึกษาภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง เพื่อจะได้ใช้เจรจากับประเทศมหาอำนาจ กับส่งเสริมให้ข้าราชการได้ศึกษาหาความรู้ ให้สามารถเข้าใจภาษาต่างประเทศ จะได้ไม่เสียเปรียบชาวต่างประเทศ

2) การบริหารราชการแผ่นดิน พระองค์ทรงจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมาช่วยราชการด้านต่าง ๆ เช่น ครูฝึกทหาร ครูสอนภาษาอังกฤษ ผู้จัดการท่าเรือ ผู้อำนวยการศุลกากร เป็นต้น เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยมีความเจริญในด้านต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ฝึกให้ข้าราชการไทย ได้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติราชการต่อไปด้วย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครอง เพราะทรงเห็นว่าเป็นหนทางหนึ่งที่จะรักษาเอกราชของบ้านเมืองไว้ได้ ในช่วงการขยายลัทธิจักรวรรดินิยมของชาติตะวันตก การปรับปรุงการปกครองให้ทันสมัย ทำให้ชาวต่างชาติเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เจริญแล้ว สามารถปกครองดูแลพัฒนาบ้านเมืองได้ นอกจากนี้ ยังทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ประเทศชาติมีรายได้ในการทำนุบำรุงบ้านเมืองมากขึ้น ทำให้สายตาของชาวต่างชาติมองประเทศไทยต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ และด้วยการวางวิเทโศบายทางการทูตกับชาติตะวันตกอย่างเหมาะสม ยอมรับว่าชาวยุโรปเป็นชาติที่เจริญ ให้เกียรติและยกย่อง พร้อมกับเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติบางอย่าง เพื่อให้เห็นว่าไทยไม่ใช่ชนชาติป่าเถื่อน เช่น ให้ข้าราชการสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้า นอกจากนั้น ยังยอมผ่อนปรนอย่างชาญฉลาด แม้จะเสียผลประโยชน์หรือดินแดนไปบ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อย ยังสามารถรักษาส่วนใหญ่ไว้ได้ ทำให้ประเทศไทยคงความเป็นชาติที่มีเอกราชมาได้ตลอด

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีแนวความคิดในการปฏิรูปการปกครองอยู่ 3 ประการ คือ
1) การรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อมิให้ชาติตะวันตกอ้างเอาดินแดนไปยึดครองอีก ถ้าอำนาจของรัฐบาลกลางแผ่ไปถึงอาณาเขตใด ก็เป็นการยืนยันว่าเป็นอาณาเขตของประเทศไทย

2) การศาลและกฎหมายที่มีมาตรฐาน จากการยอมเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในรัชกาลที่ 4 เป็นเพราะประเทศอาณานิคมอ้างว่าศาลไทยไม่มีคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระราชดำริที่จะปรับปรุงการศาลยุติธรรมและกฎหมายไทยให้เป็นสากลมากขึ้น

3) การพัฒนาประเทศ พระองค์ทรงริเริ่มนำสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาใช้เพื่อพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น สร้างถนน ขุดคูคลอง จัดให้มีการปกครอง ไฟฟ้า ไปรษณีย์ โทรเลข รถไฟ เป็นต้น

การปฏิรูปการปกครองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ก่อให้เกิดการจัดระเบียบการปกครองที่สำคัญ จำแนกได้ 3 ส่วน คือ

1) การปกครองส่วนกลาง
การปรับปรุงการบริหารราชการในส่วนกลาง ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 คือ ทรงยกเลิกตำแหน่งอัครเสนาบดี 2 ตำแหน่ง คือ สมุหกลาโหม และสมุหนายก รวมทั้งจตุสดมภ์ โดยแบ่งการบริหารราชการออกเป็นกระทรวงตามแบบอารยประเทศ และให้มีเสนาบดีเป็นผู้ว่าการแต่ละกระทรวง กระทรวงที่ตั้งขึ้นทั้งหมด เมื่อ พ.ศ.2435 มี 12 กระทรวง คือ
(1) มหาดไทย รับผิดชอบหัวเมืองฝ่ายเหนือและเมืองลาว
(2) กลาโหม รับผิดชอบหัวเมืองฝ่ายใต้ หัวเมืองฝ่ายตะวันออก ตะวันตก และเมืองมลายู
(3) ต่างประเทศ รับผิดชอบเกี่ยวกับการต่างประเทศ
(4) วัง รับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการในพระราชวัง
(5) เมืองหรือนครบาลรับผิดชอบเกี่ยวกับการตำรวจและราชทัณฑ์
(6) เกษตราธิการ รับผิดชอบเกี่ยวกับการเพาะปลูก เหมืองแร่ ป่าไม้
(7) คลัง รับผิดชอบเกี่ยวกับภาษีอากรและงบประมาณแผ่นดิน
(8) ยุติธรรม รับผิดชอบเกี่ยวกับการชำระคดีและการศาล
(9) ยุทธนาธิการ รับผิดชอบเกี่ยวกับการทหาร
(10) ธรรมการ รับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษา การสาธารณสุขและสงฆ์
(11) โยธาธิการ รับผิดชอบเกี่ยวกับการก่อสร้าง ถนน คลอง การช่าง ไปรษณีย์โทรเลขและรถไฟ
(12) มุรธาธิการ รับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาตราแผ่นดิน และงานระเบียบสารบรรณ

ภายหลังได้ยุบกระทรวงยุทธนาธิการไปรวมกับกระทรวงกลาโหม และยุบกระทรวงมุรธาธิการไปรวมกับกระทรวงวัง คงเหลือเพียง 10 กระทรวง เสนาบดีทุกกระทรวงมีฐานะเท่าเทียมกัน และประชุมร่วมกันเป็นเสนาบดีสภา ทำหน้าที่ปรึกษาและช่วยบริหารราชการแผ่นดิน ตามที่พระมหากษัตริย์ทรงมอบหมาย เพราะอำนาจสูงสุดเด็ดขาด เป็นของพระมหากษัตริย์ตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงแต่งตั้ง "สภาที่ปรึกษาในพระองค์" ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็น "รัฐมนตรีสภา" ประกอบด้วย เสนาบดี หรือผู้แทน กับผู้ที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รวมกันไม่น้อยกว่า 12 คน จุดประสงค์เพื่อให้เป็นที่ปรึกษาและคอยทัดทานอำนาจพระมหากษัตริย์ แต่การปฏิบัติหน้าที่ของสภาดังกล่าวไม่ได้บรรลุจุดประสงค์ที่ทรงหวังไว้ เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ไม่กล้าโต้แย้งพระราชดำริ คณะที่ปรึกษาส่วนใหญ่มักพอใจที่จะปฏิบัติตามมากกว่าที่จะแสดงความคิดเห็น

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงแต่งตั้ง "องคมนตรีสภา" ขึ้นอีก ประกอบด้วยสมาชิกเมื่อแรกตั้งถึง 49 คน มีทั้งสามัญชน ตั้งแต่ชั้นหลวงถึงเจ้าพระยา และพระราชวงศ์ องคมนตรีสภานี้อยู่ในฐานะรองจากรัฐมนตรีสภา เพราะข้อความที่ปรึกษา และตกลงกันในองคมนตรีสภาแล้ว จะต้องนำเข้าที่ประชุมรัฐมนตรีสภาก่อน แล้วจึงจะเสนอเสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ

2) การปกครองส่วนภูมิภาค
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้ยกเลิกการปกครองหัวเมือง และให้เปลี่ยนแปลงเป็นการปกครองส่วนภูมิภาคโดยโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.116 ขึ้น เพื่อจัดการปกครองเป็นมณฑล เมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ดังนี้
(1) มณฑลเทศาภิบาล ประกอบด้วยเมืองตั้งแต่ 2 เมืองขึ้นไป มีสมุหเทศาภิบาล ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งไปปกครองดูแลต่างพระเนตรพระกรรณ
(2) เมือง ประกอบด้วยอำเภอหลายอำเภอ มีผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้รับผิดชอบ ขึ้นตรงต่อข้าหลวงเทศาภิบา
(3) อำเภอ ประกอบด้วยท้องที่หลาย ๆ ตำบล มีนายอำเภอเป็นผู้รับผิดชอบ
(4) ตำบล ประกอบด้วยท้องที่ 10 - 20 หมู่บ้าน มีกำนันซึ่งเลือกตั้งมาจากผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้รับผิดชอบ
(5) หมู่บ้าน ประกอบด้วยบ้านเรือนประมาณ 10 บ้านขึ้นไป มีราษฎรอาศัยประมาณ 100 คน เป็นหน่วยปกครองที่เล็กที่สุด มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้รับผิดชอบ
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ยกเลิก มณฑลเทศาภิบาล และเปลี่ยน เมือง เป็น จังหวัด

3) การปกครองส่วนท้องถิ่น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดให้มีการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในรูปสุขาภิบาล ซึ่งมีหน้าที่คล้ายเทศบาลในปัจจุบัน เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2440 โดยโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ.116 (พ.ศ.2440) ขึ้นบังคับใช้ในกรุงเทพฯ ต่อมาใน ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) ได้ขยายไปที่ท่าฉลอม ปรากฏว่าดำเนินการได้ผลดีเป็นอย่างมาก ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาล ร.ศ.127 (พ.ศ.2451) ขึ้น โดยแบ่งสุขาภิบาลออกเป็น 2 ประเภท คือ สุขาภิบาลเมืองและสุขาภิบาลตำบล ท้องถิ่นใดเหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นสุขาภิบาลประเภทใด ก็ให้ประกาศตั้งสุขาภิบาลในท้องถิ่นนั้น

แม้ว่าการปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์จะเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พระราชกรณียกิจบางประการของพระมหากษัตริย์ ก็ถือได้ว่าเป็นการปูพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงดำเนินการดังต่อไปนี้
1) การเลิกทาส
ทรงประกาศเลิกทาสเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2417 นโยบายการเลิกทาส
ของพระองค์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคทัดเทียมกัน อันเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย
2) การสนับสนุนการศึกษา
ทรงจัดตั้งโรงเรียนเพื่อสนับสนุนให้คนไทยได้มีโอกาสเล่าเรียน ศึกษาหา
ความรู้ ตั้งทุนพระราชทาน ส่งผู้มีความสามารถไปศึกษาต่อต่างประเทศ จากการสนับสนุนการศึกษาอย่างกว้างขวางนี้ นับได้ว่าเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงแนวความคิด ในการปกครองประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตยในเวลาต่อมา
3) การปฏิรูปการปกครอง
ทรงเปิดโอกาสให้ข้าราชการมีส่วนรับผิดชอบในการบริหารมากขึ้น ทรงสนับสนุนการปกครองท้องถิ่นด้วยการจัดตั้งสุขาภิบาล ทำให้ประชาชนธรรมดามีส่วนและมีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์การบริหารการปกครอง ตามหลักการประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนในการปกครองบ้านเมือง

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้มีการส่งเสริมการศึกษาให้แพร่หลาย มีการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นหลายแห่ง และสนับสนุนให้ทุนหลวงโดยส่งนักเรียนไปเรียนในต่างประเทศ มีการศึกษาภาคบังคับ โดยกำหนดว่าเด็กที่มีอายุครบเกณฑ์ 7 ปี ต้องเข้ารับการศึกษาขั้นประถมศึกษา ทำให้ประชาชนมีการศึกษาเพิ่มขึ้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงนิยมระบอบประชาธิปไตย โดยได้ทรงตั้ง "เมืองสมมุติดุสิตธานี" ขึ้นในบริเวณวังพญาไท จำลองรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นใช้ในเมืองสมมุตินั้น โดยโปรดเกล้าฯ ให้มีรัฐธรรมนูญการปกครองลักษณะนคราภิบาล ซึ่งเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของเมือง และให้ข้าราชบริพารสมมุติตนเองเป็นราษฎรของดุสิตธานี มีการจัดตั้งสภาการเมือง และเปิดโอกาสให้ราษฎรสมมุติใช้สิทธิใช้เสียงแบบประชาธิปไตย เป็นเสมือนการฝึกหัดการปกครองแบบประชาธิปไตย

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่นักหนังสือพิมพ์ ระหว่างเสด็จเยี่ยมเยียนสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2474 ว่า พระองค์ทรงเตรียมการที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ประชาชน เพราะทรงเห็นว่าคนไทยมีการศึกษาดีขึ้น มีความคิดอ่าน และสนใจทางการเมืองมากขึ้น เมื่อเสด็จกลับมา พระองค์ทรงมอบให้พระศรีวิสารวาจา ที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ และนายเรมอน สตีเวนส์ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น แต่ดำเนินการไม่ทันแล้วเสร็จ ก็มีการปฏิวัติขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยคณะราษฎร เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรได้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2475
การปกครองโดยรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ
1) อำนาจอธิปไตย เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นของประชาชนชาวไทย
2) รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กำหนดหน้าที่ความสัมพันธ์ของสถาบันการปกครองต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียดและชัดเจน
3) พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ และทรงใช้อำนาจอธิปไตยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ คือ ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร ทรงใช้อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาล

คณะราษฎรได้ประกาศนโยบายในการปกครองประเทศโดยจะยึดหลัก 6 ประการ ดังนี้
1) หลักเอกราช จะต้องรักษาเอกราชทั้งหลายไว้ เช่น เอกราชในทางการเมือง ทางศ่าล ทางเศรษฐกิจ เพื่อความมั่นคงของประเทศ
2) หลักความปลอดภัย จะควบคุมดูแลการประทุษร้ายต่อกันให้ลดน้อยลงให้มาก
3) หลักเศรษฐกิจ จะบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุก ๆ คนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยราษฎรให้อดอยาก
4) หลักสิทธิเสมอภาค จะต้องให้ราษฎรทุกคนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายเท่าเทียมกัน
5) หลักเสรีภาพ จะต้องให้ราษฎรทุกคนมีความเป็นอิสระ เสรี เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการข้างต้น
6) หลักการศึกษา จะต้องให้ราษฎรทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่

คณะราษฎร พยายามบริหารประเทศตามนโยบาย 6 ประการดังกล่าว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ สภาพเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไม่ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเค้าโครงเศรษฐกิจที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรม นำเสนอเพื่อใช้กับระบบเศรษฐกิจของไทยนั้น ถูกโจมตีจากหลายฝ่าย และก่อให้เกิดการขัดแย้งระหว่างปัญญาชนที่เห็นด้วย และปัญญาชนที่ไม่เห็นด้วยกับเค้าโครงเศรษฐกิจนั้น จนกลายเป็นรอยร้าวของคณะราษฎร จึงทำให้การทำงานของคณะราษฎรเพื่อพัฒนาประเทศ ต้องประสบปัญหาอีกหลายประการ ต่อมาคณะทหารกลุ่มหนึ่งได้พยายามยึดอำนาจจากคณะราษฎร แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ คณะราษฎรจึงได้ผูกขาดอำนาจทางการเมืองไว้ตลอดเวลา 15 ปี จนถึง พ.ศ.2490

การจัดการปกครองตามพระราชบัญญัติธรรมนูญ การปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งใช้ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน ถึงวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2475 มีการดำเนินการให้มีองค์กรการปกครอง คือ
1) สภาผู้แทนราษฎร เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มีอำนาจออกพระราชบัญญัติทั้งหลาย และดูแลควบคุมกิจการของประเทศ แต่ในระยะเริ่มแรก สมัยที่ 1 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มาจากการแต่งตั้งของคณะราษฎรทั้งหมด มีจำนวน 70 คน
2) คณะกรรมการราษฎร เป็นฝ่ายบริหาร เช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรีในรัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มา มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภา มีเสนาบดีซึ่งเป็นเสมือนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่าง ๆ เป็นผู้รับผิดชอบต่อคณะกรรมการราษฎรในกิจการทั้งปวง โดยมีประธานคณะกรรมการราษฎร หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหาร
3) ศาล เป็นฝ่ายตุลาการ การระงับข้อพิพาทให้เป็นไปตามกฎหมาย (ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น) ผู้พิพากษามีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย

ต่อมาก็ได้มีพระบรมราชโองการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นการถาวรฉบับแรก เรียกว่า "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475" เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 ดำเนินการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข องค์กรหลักในการปกครอง คือ พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์พระประมุขของชาติ รัฐสภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรีซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า เป็นฝ่ายบริหาร และศาลเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ แม้ภายหลังจากนั้นจะมีการยกเลิกและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกหลายครั้ง แต่ก็กล่าวได้ว่าประเทศไทยพยายามที่จะยึดรูปแบบการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาโดยตลอด


อ้างอิงโดย   :  รัฐสภาสำหรับเยาวชน  เยาชนรัฐสภา