Untitled Document
เรื่อง
บูเช็กเทียน...จักรพรรดินีพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน
โดย
อ.วันเพ็ญ กล้าหาญ


บูเช็กเทียน...จักรพรรดินีพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน


เมื่อคริสต์ศักราช 690 พระนางบูเช็กเทียน หรือหวู่เจ๋อเทียนได้ขึ้นครองราชย์และสถาปนาราชวงศ์โจว กลายเป็นจักรพรรดินีเพียงพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ของประเทศจีน ชั่วชีวิตของพระนางนั้นประดุจดั่งเทพนิยาย ทำให้ชนรุ่นหลังมีนานาทรรศนะต่อพระองค์ ซึ่งมีคำติและคำชม
บูเช็กเทียนหรือหวู่เจ๋อเทียน เกิดในคริสต์ศักราช 624 ในตระกูลสามัญชน เมื่ออายุได้ 14 ปี นางก็ถวายตัวเป็นนางสนมของพระเจ้าถังไท่จง จักรพรรดิองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์ถัง และเพราะนางอิ่มเอิบด้วยเสน่ห์และความเย้ายวน จึงได้รับพระราชทานนามจากพระเจ้าถังไท่จงว่า “เม่ยเหนียง” ซึ่งมีความหมายว่า “นางผู้ทรงเสน่ห์” ส่วนพระนาม “เจ๋อเทียน” นั้น นางตั้งให้แก่ตนเองหลังจากประกาศขึ้นครองราชย์แล้ว ซึ่งมีความหมายว่า “ปกครองบ้านเมืองตามกฎธรรมชาติและดูเยี่ยงอย่างฟ้าดิน”

ตั้งแต่วัยเยาว์บูเช็กเทียนมีนิสัยใจคอที่แตกต่างจากสตรีคนอื่นๆ โดยพระเจ้าถังไท่จงทรงมีม้าพยศตัวหนึ่ง ไม่มีผู้ใดสามารถฝึกให้เชื่องได้ วันหนึ่ง บูเช็กเทียนกราบทูลพระเจ้าถังไท่จงว่า “ข้าพระองค์สามารถฝึกมันให้เชื่องได้ แต่ต้องการแส้เหล็กและดาบ คือ ข้าพเจ้าจะใช้แส้เฆี่ยนมันก่อน หากมันไม่เชื่อง ก็ทุบหัวของมัน ถ้ายังไม่เชื่องอีก ก็ใช้ดาบปาดลำคอของมันให้ขาดเสีย” เมื่อพระเจ้าถังไท่จงได้สดับดังนั้นก็รู้สึกสะเทือนพระทัยยิ่ง ทรงเห็นว่านางสนมที่อยู่ในกรอบจารีตประเพณีไม่ควรกล่าวคำพูดทำนองดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าถังไท่จงจึงจับตามองนางเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม หลี่จื้อรัชทายาทของพระองค์กลับชื่นชอบบูเช็กเทียนผู้มีอายุแก่กว่าตนเองถึง 4 ปี

เมื่อพระเจ้าถังไท่จงเสด็จสวรรคตไปแล้ว หลี่จื้อในฐานะรัชทายาทได้สืบพระราชบัลลังก์ขึ้นเป็นพระเจ้าถังเกาจง และโปรดให้แต่งตั้งบูเช็กเทียนเป็นพระสนมคนโปรด จนต่อมาได้เลื่อนศักดิ์สูงขึ้นเป็นพระมเหสีสมความปรารถนาของบูเช็กเทียน เนื่องจากพระเจ้าถังเกาจงทรงเป็นคนเจ้าอารมณ์และจิตใจลังเลไม่มีความเฉียบขาด นางก็มีส่วนช่วยพระเจ้าถังเกาจงในกิจการบ้านเมืองอยู่เสมอ

เมื่อได้เป็นพระมเหสีแล้ว นางก็ยิ่งทำลายประเพณีที่ห้ามสตรีมีส่วนร่วมในกิจการบ้านเมืองมากขึ้น โดยนางมีส่วนร่วมในการวางแผนกิจบ้านเมืองโดยตรง เรื่องสำคัญต่างๆพระเจ้าถังเกาจงต้องปรึกษากับนางทุกเรื่อง จนขุนนางทั้งหลายถวายพระนามทั้งสองพระองค์ว่า “เอ้อเซิ่ง” หรือ “สองพระบรมราชา”
หลังจากที่พระเจ้าถังเกาจงเสด็จสวรรคตแล้ว พระโอรสสองพระองค์ของพระเจ้าถังเกาจงก็ได้ขึ้นครองราชย์ตามลำดับ แต่ทว่าผู้ที่กุมอำนาจแท้จริง คือ พระนางบูเช็กเทียน เมื่อพระนางมีพระชนมมายุ 67 พรรษา พระนางได้เลิกล้มจักรพรรดิหุ่น และอภิเษกขึ้นครองราชย์บัลลังก์เป็นจักรพรรดินี และประกาศเปลี่ยนชื่อราชวงศ์จาก “ถัง” มาเป็น “โจว”

จักรพรรดินีบูเช็กเทียนทรงพระปรีชาสามารถในการปกครองบ้านเมือง พระองค์ทรงส่งเสริมการเกษตร ลดหย่อนภาษี นอกจากนี้ ยังทรงมีพระราชกรณียกิจเลี้ยงไหมและทำนาด้วยพระองค์เอง และทรงเป็นตัวอย่างแก่ขุนนางทั้งหลายในการเห็นอกเห็นใจประชาชน พระนางบูเช็กเทียนทรงครองราชย์สมบัติ 15 ปี ภายใต้การปกครองของพระนางนั้น ประเทศจีนมีกำลังเข้มแข็งเกรียงไกร มีเสถียรภาพทางสังคม มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสามารถป้องกันทัพของศัตรูที่เข้ามารุกรานให้ถอยกลับไปได้สำเร็จหลายครั้ง

เมื่อจักรพรรดินีบูเช็กเทียนทรงมีพระชนมมายุได้ 82 พรรษา ก่อนเสด็จสวรรคตไม่นาน พระนางได้ทรงสละราชสมบัติให้แก่พระโอรส และรื้อฟื้นราชวงศ์ “ถัง” ขึ้น และหลังจากพระนางเสด็จสวรรคตแล้ว พระศพของพระองค์ได้ฝังไว้ร่วมกับพระเจ้าถังเกา-จง พระสวามี ณ สุสานหลวงเฉียงหลิง มณฑลส่านซี ในภาคตะวันตกของประเทศจีน และได้สร้างศิลาจารึกไร้อักษรไว้หน้าสุสานด้วย ศิลาจารึกไร้อักษรนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เพราะว่าความสำเร็จ ความล้มเหลว และความผิด ความถูกของจักรพรรดินีบูเช็กเทียน พระนางไม่ต้องการให้เหล่าขุนนางจารึกไว้เป็นอักษร หากแต่ให้ชนรุ่นหลังพิจารณาเอาเอง